หวัดดีค่า ในที่สุดก็กลับมาอัพบลอกครั้งแรกในรอบหลายเดือน คิดถึงทุกคนจัง ฮือออออออ

ช่วงปิดเทอมนี้ จขบ.ก็ยังมีเรียนซัมเมอร์บ้างอะไรบ้าง แต่โดยรวมๆก็เหมือนได้เดินทางเข้าสู่โลกในหนทางที่ตัวเองได้ลองกำหนดด้วยตัวเอง ในฐานะที่เข้าใจตัวเองขึ้นมาบ้างเป็นครั้งแรก(งงกันมั้ยเนี่ย 5555+) ก็คือปิดเทอมที่แล้ว เหมือนว่างก็จริง แต่เหมือนเป็นปิดเทอมแห่งการเริ่มต้นมากกว่า เพราะยังไม่ได้เข้าไปศึกษาในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะเป็นในเวลานั้นจริงๆ และก็ใช้เวลาไปกับการสอนน้อง ในฐานะเป็นเหมือนรุ่นพี่ที่แบ่งปันประสบการณ์ว่าวิชาวาดรูปสถาปัตย์นั้น มีแนวทางในการสอบเข้าอย่างไรบ้าง รวมถึงไปติว สอน บอกเคล็ดลับวิชาและแนะแนวอื่นๆ และในฐานะรุ่นน้อง ที่ไปเข้าไปรับเทศกาลรับน้องจากพี่ๆ

                ซึ่งปิดเทอมนี้ ก็ได้ทำอะไรที่อยากทำไปแล้วหลายๆอย่าง ทั้งมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง แต่ที่ภูมิใจสุดคงเป็นการได้ไปเข้าค่ายอาสาของคณะ สนุกมากๆค่ะ ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลย เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ ใครไม่เคยขึ้นค่าย ไม่ว่าจะคณะอะไรก็ตาม ต้องลองไปขึ้นกันให้ได้นะ ส่วนตัวคิดว่าค่ายสมัยนี้มันคงไม่โหดร้ายทารุณแบบสมัยก่อนละ แถมได้ลองอะไรหลายๆอย่างที่อยู่บ้านไม่เคยทำ(กลับบ้านมา มีความคิดอยากทำขนมขึ้นมาเฉย ได้ทำแล้วด้วยนะ กร๊ากกก) ได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนและรุ่นพี่อีกหลายๆคน รวมถึงได้ความทรงจำหลายๆอย่าง รวมทั้งอากาศหนาวสุดยอด พกกลับบ้านไป แทบกรี๊ดเลยล่ะ ใส่เสื้อ 4 ชั้นยังแทบเอาไม่อยู่เลยตอนเช้าๆเนี่ย 555+

                ด้านการเรียนตลอดเทอมสองที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าเป็นสไตล์ของตัวเองมากขึ้น รู้สึกชอบมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เพียวอาร์ตที่วัดกันที่ความสวยงามและเทคนิคเฉพาะตัวแบบเทอมแรก(ดราม่ามาก แต่เราจะไม่แฉชีวิตตัวเอง ช่างเจ็บปวด....) แต่เป็นการตั้งต้นคอนเซปต์ให้งานและประยุกต์สิ่งต่างๆที่เราอยากให้แสดงออกมาลงไปในผลงาน พร้อมทั้งคำนึงถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว การใช้งานภายใน และที่สำคัญดีไซน์อย่างไรให้ผลงานนั้นมีเอกลักษณ์และดูเป็นตัวของตัวเอง จะหนักหน่อยก็วิชาเขียนแบบนี่แหละ คนแอบชุ่ยๆอย่างเรานี่แทบลมจับ(แถมไม่ค่อยเข้าใจโครงสร้างด้วย OMG) ดีที่อาจารย์ประจำเซคตัวเองใจดี...//โดนเพื่อนๆรุมกระทืบ ก็เกรดและอีกหลายๆอย่างก็ออกมาดีกว่าเทอมแรกอยู่นะ...

                นี่เอนทรี่กำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ 5555+ โอเค วกกลับเข้าประเด็นหัวเอนทรี่เนอะ งานหนังสือนั่นเอง !! เพื่อนๆได้ไปมารึยังคะ เราไปมาเมื่อวาน รอบนี้นี่ขอบอกว่าแดเมจความเสียหายหนักมาก เอาหนังสือมากองรวมกันบนเตียงแล้วช็อคเลย อู้ว ปริมาณ อู้วนี่มัน !!! ส่วนตัวแบ่งงบกับแม่กันคนละครึ่ง แล้วช่วยๆกันซื้อ ถ้าหนังสือมีสาระจริงๆก็จะช่วยกันสนับสนุนไม่อยู่ในงบส่วนตัว รอบนี้ได้อะไรน่าสนใจมาเยอะมาก เอนทรี่นี้เป็นเหมือนตัวแทนตัวเตือนความฝันสิ่งที่อยากทำในปิดเทอมรวมถึงความทรงจำในสิ่งที่ผ่านมาช่วยเปิดเทอมด้วยเหมือนกัน เพราะหนังสือในรอบนี้ที่ซื้อมาบางอย่างก็มีสาระจนน่าตกใจ แถมยังสื่อถึงชีวิตที่ผ่านมาไปพร้อมๆกัน เหมือนไดอารี่ที่เล่าผ่านหนังสือนั่นเอง !!

พร้อมไปทัวร์กับจขบ.กันรึยัง งั้นก็ไปลุยกันเลยยยยยย !!

                -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อันแรกเลยคือ หนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง

–Japanese is one of my main theme of life-


อันนี้เราก็พึ่งรู้ตอนไปถามคนขาย+เห็นหนังสือเหมือนกันว่าสมัยนี้ต่ำสุดของการสอบเทียบภาษาญี่ปุ่นมันคือ N5 ไม่ใช่ N4 แล้ว...ตอนแรกเกือบซื้อ N4 มาแล้ว....555+ ส่วนตัวอยากจะฝึกญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ทั้งเหตุผลทางอนิเม ที่อารมณ์ว่าอยากดูเวอร์ชั่นดิบๆสดๆได้เองบ้าง หรืออ่านหนังสือคอมมิกตามคิโนะหรือนิตยสารได้อย่างลื่นปรื๋อ และสนองความชอบญี่ปุ่นของเราเอง (มีความรู้สึกว่าตัวคันจินี่จุดอ่อนชั้นดีเลยล่ะ อ่านไม่ออกซักตัว คาตะกับฮิรายังพอไหวนะ แม้จะไม่ได้รู้ความหมายอะไรมากก็เหอะ ส่วนแกรมม่านี่ก็อีกเรื่องนึง....)และก็เพื่อความฝันของเราเองในอนาคตด้วย เวลาจะไปแบบจริงจังมันก็ควรมี qualify แบบสอบอะไรมาอะไรรองรับใช่มั้ยล่ะ

ซึ่งใจจริงอยากไปประเทศญี่ปุ่นซักครั้ง เพราะตัวสถาปัตยกรรม ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ครีเอทีฟได้น่าสนใจที่สุดประเทศนึง ทั้งในด้านแนวโมเดิร์นที่โดเด่นในความเรียบง่ายและความเป็น “เซ็น” หรือเอกลักษณ์ที่เป็นของประเทศมาแต่ดั้งเดิมเองสมัยโบราณ จำพวกปราสาทต่างๆหรือบ้านไม้และสวนหินสไตล์ดั้งเดิม ที่ไม่ว่าผู้ใดไปพบเจอเป็นอันต้องประทับใจ น่าเข้าไปศึกษาต่อยอดต่อไป

แอบกระซิบว่าไฟนอลโปรเจคสถาปัตย์ปี 1 และโปรเจคก่อนไฟนอล รวมถึงโปรเจคพี่ปีสองที่ผ่านมา แทบจะเป็นโปรเจคที่ต้อพยายามสื่อถึงความเป็นญีปุ่นแรงๆทั้งนั้นเลย(จริงๆมันเลือกสื่อถึงอะไรก็ได้ แล้วแต่คนจะคิด แต่ยูสเซอร์ของโปรเจคไฟนอลผู้ใช้เป็นหญิงญี่ปุ่นนักจัดดอกไม้คนนึง กับตากล้องชาวไทยคนนึง ควรจะเลือกอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเจ้าของมาทำเนอะ...) แอบเอาโมเดลสำเร็จโปรเจคของเรามาแปะให้ดูกันพอเป็นพิธี โดนติมาอยู่มาตัวระแนงห่างไปอยู่ ส่วนตัวคิดว่าก็ต้องพยายามศึกษางานพวกตึกต่างๆและเห็นให้มากกว่านี้  แต่ก็ได้คะแนน เกรด B มาล่ะนะ ก็ถือว่าไม่เลวเลยล่ะ >w< ส่วนตัวมุมที่สวยมากของานนี้คือระแนงกลางบ้าน ถ่ายมุมดีๆนี่อารมณ์เริ่ดมาก

ส่วนตัวภูมิใจกับผลงานนี้พอสมควร เพราะรู้สึกได้ดันสิ่งที่เรียกว่าคอนเซปต์ของตัวเองอย่าง Ikebana หรือการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นของตัวเองไปได้จริงๆและยังไม่เสียสิ่งที่ตัวเองตั้งต้นจะให้เกิดตอนแรกไปมากนัก อยากรู้ว่ามันคืออะไรก็ลองไปค้นกันเพิ่มเติมก็ได้ กูเกิ้ล จึ๊กๆแล้วกดเลย !~~~  หุหุ 3 จุดหลักประกอบเป็นงาน และกลมกลืนไม่ขัดขืนกับธรรมชาติ แก่นกลางของคอนเซปต์ล่ะ !!

อย่างที่สอง สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม สังคมความเป็นไป และชีวิต

– The rich of culture and nature of human are one of important points that we should learn …before tried to understand and design some architecture-


แอบตกใจเหมือนกันว่าตัวเองซื้อของที่อยู่ในหมวดนี้มาอย่างเยอะเลย 555+ มันกว้างมากตั้งแต่หนังสือประวัติศาสตร์โลก ประวัติศาสตร์ยุโรป ไปจนกระทั่งถึง 101 thai forms  ซึ่งสื่อถึงฟอร์มที่โดดเด่นอันน่าสนใจของสิ่งต่างๆของคนไทยจริงๆ สัตว์ประหลาดในเทพนิยายกรีก-โรมัน ที่นอกจากจะเป็นเพื่อความรู้ของตัวเองแล้ว ยังสามารถนำเอาไปใช้เป็นเกร็ดความรู้น่าสนใจในอนิเมหรือแม้กระทั่งเป็นแรงบันดาลใจดีๆในการออกแบบหรือเป็นข้อมูลช่วยในด้านพวก history ต่างๆ รวมทั้งหนังสือ obsession  ซึ่งเท่าที่ปาดๆดูเนื้อหาคร่าวๆก็เกี่ยวกับมุมมองที่น่าสนใจและเกร็ดความรู้ของสถาปัตย์รูปแบบต่างๆประกอบกับโปรเจคแปลกๆที่ทำให้โลกสถาปัตย์นั้นมีมุมมองที่ไม่จำเจเหมือนเดิมอีกต่อไป รวมทั้งหนังสือสถาปัตย์อีกหลายๆเล่ม ที่ช่วยเป็นแรงบันดาลใจและแนวทางตั้งต้นในการเปิดมุมมองสถาปัตยกรรมใหม่ๆเป็นอย่างมาก

นี่ยังไม่รวมถึง หนังสือที่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต อย่าง ชีวิตคือปาฏิหาริย์ ที่มอบมุมมองดีๆเกี่ยวชีวิตมากขึ้น การเดินทางคนเดียวในโตเกียว หรือแม้กระทั่งนิยายแฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์ อย่างซีรี่ส์บุหงาปารี-ตานี และ นิยายฝรั่งน่าติดตามเรื่องใหม่ของ dan brown  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นิยายที่แต่งแบบอิงความจริงนั้น จำเป็นต่อการเปิดมุมมองทางโลกเช่นกัน (การ์ตูนก็ส่งเสริมกำลังจินตนาการไป 55555+)

ทำไมสังคมและวัฒนธรรมถึงสำคัญกับการออกแบบ?? ส่วนตัวแล้ว ซัมเมอร์นี้หมวดสังคมเราก็ได้ลงเรียน society and culture อีกทั้งในเทอมที่ผ่านมา ตัวหมวดมนุษย์ก็ลงเรียน thai civilization(วิชาอารยธรรมไทย) แล้วก็รู้สึกชอบและได้ A กลับมา ทำให้เริ่มมีความรู้สึกว่า ตัวเรานั้นชอบศึกษาสังคมความเป็นอยู่ และชอบสถาปัตย์ที่สามารถสื่อถึงความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของบุคคลที่อาศัยอยู่ได้อย่างชัดเจน เป็นไปได้ว่า แรงบันดาลใจที่สำคัญมาจากที่อาจารย์ท่านนึงได้พูดไว้ในวันเปิดเรียนของวิชา Thai arch heritage ว่า ทั้งๆที่จะเข้าอาเซียนแล้วแต่ทำไมประเทศเราถึงไม่สามารถที่จะนำเอกลักษณ์ของประเทศมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบตึกปัจจุบันได้ ทั้งที่หลายๆประเทศเช่นเม็กซิโก จีน หรือญี่ปุ่น รู้ว่ารากเหง้าของพวกเขาคืออะไร จุดเด่นคืออะไร ก่อให้เกิดตึกที่สื่อถึงควาเป็นตัวเอง เช่น เม็กซิโกก็จะตึกเล่นสีสันฉูดฉาดแต่มีสไตล์ เป็นต้น

ซึ่งถ้าเกิดเราไม่สามารถที่จะสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาได้ สุดท้ายสถาปนิกของเราอาจจะกลืนหายไปในจากการเปิดประเทศ เพราะสิงคโปร์หรือหลายๆประเทศก็สามารถสร้างตึกแนวๆต่างประเทศได้ดีไม่แพ้เรา เพราะฉะนั้นในฐานะที่ไทยเราก็มีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่สไตล์โดดเด่น ก็ควรจะสามารถนำมันมาใช้กับการออกแบบปัจจุบันได้ และถ้าใครซักคนทำให้สำเร็จได้คงสุดยอดไปเลย 

เมื่อเราได้ยินดังนั้น จึงเหมือนมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ขายออกแม้เปิดอาเซียนงั้นหรือ ดึงความเป็นตัวของตัวเองออกมาประยุกต์ใช้อย่างสูงสุดงั้นหรือ สุดยอด ฟังแล้วเจ๋งเป้ง แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น ก็ต้องรู้ไปถึงสังคมประเทศโดยรอบที่สำคัญ สังคมไทย และจุดเด่นของตึกประเทศต่างๆก่อนว่าเขาสามารถจะปรับแนวทางของเขาให้ไปในสถาปัตยกรรมของเค้าได้อย่างไร นี่คือที่มาของการต้องศึกษาประวัติศาสตร์ และศึกษาแนวทางในการพยายามเสนอไอเดียใหม่ๆยังไงล่ะ !! ซึ่งจริงๆเรียนไปแล้วมันก็สนุกดีนะ แต่ตอนจำรูปเข้าสอบก็กระอักอยู่เหมือนกัน ฮือ.......

อย่างที่สาม การ์ตูนกองโตเบ้อเริ่ม ทั้งนิยาย คอมมิก ซึ่งหลายๆเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจที่ซื้อเพราะมาจากอนิเมเรื่องโปรด

This is the hobby that I truly care the most,It’s important part of my life .And I can’t abandon it.


การ์ตูนเป็นเหมือน...จะว่าไงดีล่ะ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเราไปแล้วมั้ง ประมาณว่าไว้ใช้ดูทั้งคลายเครียด เอาสนุกมันส์ๆ ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ หรือประวัติความเกี่ยวข้องกับเรื่องทั่วไปต่างๆ(เวลาวิจารณ์ หลายๆเรื่องจะได้ออกมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก หลายๆเรื่องถึงกับต้องเริ่มหา source ข้อมูลแหล่งอ้างอิงมาเป็นข้อมูลประกอบการดูเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น ช่วยเปิดมุมมองของโลกให้กว้างขึ้น )แม้กระทั่งเป็นเรื่องที่สื่อถึงวัฒนธรรมและสิ่งที่น่าสนใจ เช่นกีฬาคารุตะ การตกปลา เบสบอล รวมทั้งถ้าเรื่องไหน BG สวยๆ งานภาพดีๆ setting เริ่มต้นเรื่องน่าสนใจด้วย เรื่องนั้นก็จะยิ่งได้ความสนใจเริ่มต้นมากขึ้นไปใหญ่

เอ๊ะเอ๊ะเอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวกับคอมมิกและนิยายที่เราซื้อมายังไง จะเห็นได้ว่ากองใหญ่สุดที่ซื้อมาคงจะเป็น เมไจยกเซ็ตเล่ม 1-13 เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นอนิเมโปรดในซีซั่นของเดือนตุลาเลย ชอบที่เรื่องนี้สามารถประยุกต์อาหรับราตรี ทั้งคาแรคเตอร์หรือพื้นเพต่างๆมาใช้กับเรื่องราวแฟนตาซีได้อย่างน่าสนใจ น่าติดตาม และไม่ทิ้งความเป็นโชเนนแฟนตาซีสาดเวทมนตร์เข้าใส่กันแบบมันส์ๆไป แต่ก็แฝงด้วยการวางโครงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ทั้งประเด็นการเมือง ประเทศต่างๆสเกลกว้างๆ ซึ่งไม่ใช่การยิดเรื่องแบบไร้สาระแบบการ์ตูนโชเนนยาวๆอื่นๆแน่ๆ อีกทั้งตัวพัฒนาการและอดีตคาแรคเตอร์ก็ถิอว่าอยู่ในระดับแน่นมาก แต่เห็นเขาว่าเมไจอนิเมแปลงจากคอมมิกพอสมควร ซึ่งก็ได้เวลามาอ่านพิสูจน์กัน

อีกเรื่องที่น่าสนใจในกองนี้คือ คุณน้องสาวไม่น่ารัก oreimo เป็นอนิเมที่เหนือคาดมากสำหรับเรา เดิมทีแค่ดูเพราะอยากให้มีพวกภาคต่อไว้ดูซีซั่นเมษาซักเรื่อง แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเวิร์คสุดเลยลองมาราธอนดู แต่ตัวอนิเมนั้นกลับสามารถทำให้เราเข้าใจพฤติกรรม โลกของโอตาคุ และปัญหาการมองจากมุมมองคนทั่วไปได้อย่างน่าสนใจมาก เรียกได้ว่าครบแถมทั้งคาแรคเตอร์ก็ดูเรียล ไม่โมเอะจนน่าหมั่นไส้  จริงๆอยากเขียนรีวิวลงบลอกนี้ แต่คิดว่าโอกาสเหมาะกว่านี้ถึงจะได้เขียนล่ะนะ... สำหรับเราถือว่าน่าประทับใจจนต้งซื้อนิยายมาเก็บไว้ ซึ่งก็พอๆกันกับ kokoro connect ที่ซื้อเพราะเหตุผลเดียวกัน

ไม่ต้องถามนะว่าซื้อหลุยส์0สนิทมาทำไม ตอนนี้ในคณะ ประทับใจเพื่อนที่เป็นสาวซึนคนนึง ไม่นึกว่าเรียลไลฟ์จะเจอแบบนี้จริงๆได้ แล้วก็แยกออกชัดด้วยว่าอะไรด้านซึน ด้านไหนคือด้านเดเระ ประทับใจค่ะ ประทับใจเดเระโมเมนต์มากๆ แถมทรงผมไปด้วยกันกับหน้าด้วยนี่แหละที่ฟิน 55555555+ ทำเอาช่วงนี้ชอบพวกอนิเมที่มีสาวซึนไปด้วยเลย น้องสาวคิริโนะนั่นก็ซึนนะรู้สึก กร๊ากกกกกกก

----------------------------------------------------------------------------

                เป็นไงบ้างสำหรับเอนทรี่นี้ ถือว่าเป็นการรู้จักตัวจขบ.ให้มากขึ้น เหมือนเป็นเอนทรี่คัมแบ็ค+ไดอารี่ชีวิตที่ผ่านมาแบบเนียนๆก็แล้วกัน 5555+ ซึ่งพออ่านๆแล้ว ก็รู้สึกตัวเองเติบโตขึ้นจากเมื่อก่อนขึ้นมายังไงก็ไม่รู้แฮะ... แล้วช่วงนี้ไหนๆก็ขึ้นอนิเมซีซั่นใหม่แล้วด้วย เดี๋ยวก็จะเริ่มรีวิวเร็วๆนี้แล้ว ตอนนี้ลิสต์ดูจากที่ทีแรกซีซั่นนี้เหมือนจะสนใจไม่กี่เรื่อง แต่เหมือนมันจะค่อยๆเพิ่มขึ้นมาซะแล้วสิ แค่ Devil survivor2 เปิดตัวไปเรื่องแรกก็เรียกแดเมจแรงอยู่เหมือนกัน.... ยังไงก็รอติดตามเอนทรี่หน้านะคะ   แล้วเจอกันใหม่ค่ะ >w<

ปล.ตอนนี้จขบ.เผลอไปชอบวง boyfriend มากค่ะ บอยแบนด์สไตล์โอรังมากๆ ได้ร้องเพลงให้ ED โคนันด้วย น่าสงสารที่....ไม่เอา เดี๋ยวดราม่า -*-

edit @ 5 Apr 2013 21:46:12 by Inkkatako

Comment

Comment:

Tweet

@run-into ส่วนนึงอาจจะเพราะได้รับอิทธิพลมาจากบล็อกฝรั่งด้วยมั้ง เพราะว่าทางนั้นเวลาเขียนวิจารณ์ก็จะค่อนข้างเจาะลึก พอเวลาอ่านแล้วมันก็สนุกดี ก็เลยพลอยทำให้ตัวเราเองเริ่มสังเกตและดูการ์ตูนค่อนข้างเก็บรายละเอียดไปด้วยในที่สุดล่ะนะ 555+
ปล.ซื้อมาขนาดนี้...ตอนนี้ยังอ่านไม่หมดเลยจ้า 555555+sad smile

#5 By Inkkatako on 2013-04-29 13:03

.... ใช้การ์ตูนศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เหมือนกันคะ 5555 ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นไปเองมากกว่า //จขบ.ซื้อหนังสือโหดมากคะ หนูว่าหนูเยอะแล้วนะ  -v- // >>>สาวกแดน บราวน์ * ^ *

#4 By space on 2013-04-28 20:18

@highlizard  555+ ตั้งแต่เข้ามหาลัยมาก็ต้องไปรีเสิชข้อมูลพวกทำรายงานตามห้องสมุดบ่อยขึ้น เลยกล้าเข้าไปหาอ่านหนังสือในห้องสมุดอ่านขึ้นเยอะเลย ตะ แต่ในห้องสมุดไม่มีหนังสือการ์ตูนให้อ่านอ่ะ !!//ผิด question
@loilanlom  ส่วนตัวแล้ว ตอนแรกก็ไม่มีอะไรตั้งเป้าหมายไว้ชัดๆยกเว้นพีีเทพกับเมไจนะคะ ทีั่เหลือนี่มาตามความสนใจล้วนๆ พอเดินทั่วๆงานแล้วกิเลสมันพุ่งขึ้นอัตโนมัติ ฮือออออsad smile

#3 By Inkkatako on 2013-04-06 10:50

ไปงานหนังสือคราวนี้แทบไม่ได้ซื้ออะไรเลย

#2 By ลอยลมเล่น on 2013-04-05 23:39

บางครั้งไม่มีที่เก็บหนังสือก็หาอ่านจากห้องสมุด

#1 By ปาปิลิโอ on 2013-04-05 21:54