หวัดดีค่า ในที่สุดก็กลับมาพบกันอีกครั้งหลังสงกรานต์เนอะ !

ส่วนตัวจขบ.นั้นได้ไปเที่ยวหัวหิน ชะอำ และพื้นที่ใกล้ๆเรือนเคียงมา เป็นการไปเที่ยวที่คุ้มค่ามากเลยล่ะ !! หัวหินนี่มันมีอะไรให้ค้นหาเยอะจริงๆเลยเชียว ทั้งสถาปัตยกรรมรูปแบบต่างๆตั้งแต่แบบพื้นถิ่น แบบไทยประยุกต์ แบบโมเดิร์นหรือแม้กระทั่งวังไทยโบราณทั้งแบบวังสมัยใหม่และวังสมัยเก่ารวมถึงตลานัดซื้อของที่มีรูปแบบที่น่าสนใจ รวมถึงโรงแรมที่ได้ไปอยุ่ก็น่าประทับใจและบรรยากาศก็ดีมาก ได้เล่นน้ำทะเลด้วย กรี๊ดดดดดดด

เอาล่ะ ทีนี้ก็มาเข้าถึงเนื้อหาของเอนทรี่นี้ซักที ในที่สุดก็ถึงเวลารีวิวอนิเมของซีซั่นเดือนเมษานี้ซักที ซีซั่นนี้กลายเป็นว่ามีเรื่องน่าสนใจเยอะมากจนน่าตกใจ ซึ่งเรานั้นก็พยายามนำเรื่องที่เราคิดว่าน่าสนใจและเป็นดาวเด่น(เราเองก็ชอบ)มารีวิวให้ฟังกัน ซี่งมันจะน่าสนใจยังไงนั้นก็ต้องมาตามอ่านกันแล้วล่ะค่ะ !!

ปล.ก่อนหน้าที่จ่ะอ่านอย่าลืมแวะเวียนไปเยี่ยมชมเพจของ จขบ. ด้วยนะคะ จะทยอยอัพเดทเรื่อยๆแน่ๆ อย่าลืมติดตามชมกัน >> ที่นี่เลย https://www.facebook.com/inkkatako

การล่มสลายของโลกในมุมมองที่แตกต่าง กฏเกณฑ์ปะทะความรู้สึก

Devil survivor 2 animation VS Attack on titan


หลายๆคนถามว่าสองเรื่องนี้เอามาเทียบกันได้ไง เรื่องนึงออกจะดูดิจิม่อนสุดๆ อีกเรื่องนี่มีแต่อะไรยักษ์มารหน้าหลอนๆ แต่ถ้าเพื่อนๆสังเกตถึงรูปแบบการดำเนินเรื่องและการปูพื้นสถานการณ์หรือเซตติ้งของเรื่องในช่วงเริ่มต้นแทบจะกล่าวได้ว่า ครึ่งตอนของตอนแรกนั้นเริ่มต้นมาแทบจะไปในทางเดียวกันอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือเรื่องราวชีวิตธรรมดาของตัวเอกและเพื่อนที่เหมือนจะดำเนินชีวิตแบบปกติ แต่ก็กำลังสับสนในอนาคตตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรหรือทำอะไร ทว่าก็มีการปูพื้นซ่อนความรู้สึกว่าจะเกิดเรื่องไม่ธรรมดาเอาไว้(ของ devil survivor เกี่ยวกับเว็บที่ทำให้เห็นหน้าตนเองก่อนตาย Nicaea หรือ ของ titan ก็จะเป็นว่าเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อยเคยมีการบุกรุกรานของยักษ์ แต่ด้วยกำแพงสูงตระหง่านที่สร้างขึ้นมาทำให้มนุษย์โลกอยู่อย่างสงบสุขได้ แต่ตัวเอกก็ยังคงไม่สบายใจ)

แต่ทันใดนั้นก็มีเหตุการณ์เหนือคาดเข้ามา ทำให้โลกธรรมดาที่เคยเป็นอยู่ของพวกตัวเอกต้องพังทลายลงไม่ใช่เพียงแค่ชั่วคราวแต่เป็นตลอดกาล...ทว่าการล่มสลายของโลกในทั้งสองเรื่องนั้นก็มีเงื่อนไขและแนวทางที่แตกต่างกัน นำมาสู่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองเรื่องนี้นั้นแตกต่าง

Devil survivor 2 animation คือเรื่องที่พึ่งพิงสิ่งที่เรียกว่าทฤษฏีและกฏเกณฑ์เป็นแนวทางต่อยอดในการดำเนินเรื่อง เป็นหลัก นั่นก็คือเหตุการณ์ต่างๆนั้นภายในตอน 2 ก็สามารถหาที่มามาอธิบายแนวทางคร่าวๆได้ทันที เช่นว่ามอนสเตอร์ที่ปรากฏมาคืออะไร องค์กร Jp’s ที่มาจับกุมพวกพระเอกคือใคร บทบาทเช่นไร (แบบคร่าวๆ) หรือว่าทำไมพวกองค์กรถึงมีปีศาจเป็นของตัวเองได้ อะไรแบบนี้ แต่ปริศนาก็ยังไม่หมดไปซะทีเดียว มีทั้งเฉลยและก็เพิ่มเข้ามาในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นปมเนื้อเรื่องต่อยอดให้ตามต่อไปเลย อย่างกรณีที่คนสร้างโปรแกรมมอนสเตอร์ขององค์กรหายตัวไปแล้วพวกพระเอกไปตามล่าในตอน 3 นั้นจะมีอะไรซ่อนหรือรออยู่หรือไม่

ส่วนตัวละครก็มีการแสดงอารมณ์ มีพัฒนาการณ์ความรู้สึกพอประมาณให้สมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่(โดยเฉพาะฉากที่เริ่มเดจาวูว่าตัวเองอาจจะโดนรถไฟฟ้าชนแล้วมีความคิดว่าจะออกจากสถานีในตอน 1 นั่นดูฉลาดดีมาก) ซึ่งก็ถือว่าทำออกมาได้โอเคระดับนึงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเวลาพอสมควรที่ต้องเอาไปอธิบายกฏเกณฑ์และ setting เนื้อเรื่องต่างๆเช่นเรื่องที่ว่า โลกกำลังจะล่มสลายในอีก 7 วันข้างหน้า  พูดถึงเรื่องโลกสลายแล้วเนี่ย เรื่องนี้ถือว่ามีข้อดีเด่นอยู่ข้อนึงคือ ถึงจะเป็นแนวเหนือธรรมชาติต่อสู้แต่ก็ยังแคร์เรื่องโลกความเป็นจริงอยู่บ้าง(ซึ่งหลายๆเรื่องไม่ได้สนใจเลย จนทำให้ดูมันเป็นแค่เรื่องของพวกตัวเอกไป) จนทำให้เรื่องล่มสลายผสมผสานกับความลำบากของคนในเรื่องดูมีความเรียลขึ้นมา

ยกตัวอย่างเช่นในตอนสองที่ ฮิบิกิได้ไปศูนย์หลบภัยแล้วได้เห็นสภาพของชาวบ้านว่ามีความลำบากเช่นไร เห็นสะพานขาดหลบหนีไม่ได้ เห็น อิโอ นิตตะจังยังติดต่อครอบครัวไม่ได้ เห็นภาพที่รถไฟพุ่งออกมาข้างนอก คนเกิดความวุ่นวายจริงๆ หรือเจอหน่วยงานที่เหมือนพึ่งพาได้แต่กลับเห็นแก่ตัวไม่ยอมช่วยอะไรและหวังแต่ผลสำเร็จของตัวเอง ช่วยทำให้จิตใจของฮิบิกินั้นสับสน นำมาซึ้งปมที่ช่วยผลักดันพัฒนาคาแรคเตอร์ของเขา เพราะด้วยเขานั้นซัมมอนเรียกอสูรเสือขาว เบี๊ยะโกะ ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในสี่อสูรในตำนานของจีนออกมาได้ นั่นแปลว่าเขานั้นมีพลังมากกว่าคนอื่น เป็นผลให้องค์กรลับ JP’s ตัดสินใจบอกความลับต่างๆให้เขาฟังเพียงคนเดียวและบังคับให้เขาทำงานร่วมกับองค์กรแลกกับการให้เพื่อนเขาได้กลับบ้าน เกิดเป็นความกดดันในใจอย่างมหาศาล

แต่สุดท้ายแล้ว การที่เขาได้ช่วยเหลือผู้คนและได้รับคำขอบคุณออกมาจากใจจริงๆของผู้คน ทำให้เขารู้สึกได้ว่า การเข้าต่อสู้กับปีศาจของเขานั้น เขานั้นไม่ได้ทำเพราะใครบังคับหรืออะไรแต่เขาทำเพราะมันสามารถช่วยปกป้องคนได้จริงๆ อีกทั้งเพื่อนๆอย่างไดจิหรือนิตตะ ที่ได้เห็นเขานั้นต่อสู้ ก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกเขานั้นไม่สามารถทิ้งฮิบิกิไปได้จริงๆเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ซัมมอนอสูรได้ จึงได้ขอร่วมต่อสู้ไปกับเขาด้วย ซึ่งเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นเช่นไรเนี่ย...ก็ต้องไปตามต่อกันล่ะ !

ทางด้าน attack on titan นั้นเลือกที่จะเดินในอีกทางหนึ่งคือ ละทิ้งเนื้อเรื่องที่มีปมซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายมิติออกไปซะ(แม้จะมีหลายๆที่แอบกระซิบมาว่า ช่วงหลังจะมีอะไรให้พลิกล็อกหลายอย่าง แต่ยังไงธีมหลักของเรื่องก็คงมาทางนี้)และตัดสินใจเน้นถ่ายทอดอารมณ์ว่า โลกจะล่มสลายยังไงออกมาอย่างแท้จริง เวลาตายก็จะกดดันแบบสุดๆ บรรยากาศในเรื่องอย่างตอนไททันและยักษ์ทั้งหลายไล่ฆ่าคนมันก็จะอารมณ์แบบ เฮ้ยไม่หนีนี่มันต้องตายแน่ๆเลย ทำไมมันถึงดูจะสิ้นหวังได้ขนาดนี้นะ ยิ่ง OST ประกอบดีและอนิเมชั่นระดับเมพมีพลังยิ่งทำให้ตอนดูขนลุกซู่เข้าไปใหญ่

ยกตัวอย่างซีนที่เรียบง่ายที่สุดอย่างการตายของคุณแม่ของตัวเอกอย่างเอเรนและมิคาสะ ซึ่งฉากตายของแม่เนี่ยกับแค่ความผูกพันตอนแรกแค่ตอนเดียวก็คิดอยู่ว่าจะไปทำอะไรได้นักหนา แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความตายที่น่าสะพรั่นพรึงอย่างแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ความกลัวตายจนไม่สามารถทำตัวเป็นฮีโร่ที่จะปกป้องใครๆได้ การเผชิญหน้าร่างกายที่เหลือเพียงเสี้ยว ความรู้สึกของการสูญเสียที่ถูกถักทอจนกลายเป็นความเคียดแค้น และความเสียสละของผู้เป็นมารดาเพื่อให้ลูกยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป เกิดเป็นอนิเมแห่งชีวิตเรื่องนึงที่เต็มเปี่ยมไปจิตวิญญาณ แม้ทุกอย่างที่พูดมาจะดูไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยก็ตาม

ยิ่งตอน 2 ยิ่งเพิ่มประเด็นที่น่าสนใจมามากขึ้นไปอีก นั้นคือประเด็นของชนชั้นทางสังคม เราได้ทราบว่าในอาณาจักรหลังกำแพงสมัยนี้นั้นมีกำแพงรวมเป็น 3 ชั้นและแต่ละชั้นก็มีหน้าที่แตกต่างกันออกไป อย่างชั้นที่พวกพระเอกอยู่เป็นชั้นนอกของนอกสุด(ส่วนทีั่ติ่งมาจาก wall maria)ซึ่งเป็นเหมือนก้อนติ่งปิดล้อมรอบยื่นออกไป ค่อนข้างเชื่อมกับโลกภายนอก เป็นที่ให้พวกชนชั้นล่างอาศัย เป็นเหมือนตัวล่อให้พวกยักษ์นั้นเสพย์กินคนกันให้เต็มที แต่ทว่ารอบนี้นั้นปัญหาใหญ่อยู่ที่ยักษ์ตัวสีแดงซึ่งนอกจากจะขนาดใหญ่แล้ว ยังดูมีความฉลาดมากกว่าพวกลูกกระจ๊อก จนพังกำแพงเข้ามายังถิ่นเกษตรกรรมหลักหลังกำแพงใหญ่ของ wall maria ได้

ด้วยความที่ผู้คนต้องนั่งเรือหนีเข้ามาชั้นใน(แถมเข้ามาได้ไม่ครบด้วย คนโดนทิ้งเพียบ) ทำให้เราเห็นได้เลยว่าบุคคลชั้นในนั้นค่อนข้างดูถุกพวกข้างนอกมาก อีกทั้งพวกชั้นในกว่าก็มีอาวุธต่อต้านยักษ์ที่ทรงประสิทธิภาพกว่าพวกข้างนอก(เปรียบง่ายๆก็คือ การพัฒนากระจุกตัวอยู่แค่ศุนย์กลาง เอาเปรียบสุดๆ)และการถูกยึดเขตแดนเกษตรกรรมส่งผลถึงความขาดแคลนอาหารที่ตามมา และการพยายามเอาดินแดนแถบ wall maria คืนก็ไร้ผลจนผู้คนล้มตายไปอีกมากมาย ด้วยความสุญเสียทั้งหมดและโศกนาฏกรรมที่เผชิญอยู่ทำให้เอเรน มิคาสะ และอาร์มินตัดสินใจจะเข้าไปฝึกเป็นทหาร เพื่อไปต่อสู้กับพวกยักษ์และนำควยามสงบสุขกลับคืนให้บ้างเมืองให้จนได้

รูปแบบของการเจอวัฒนธรรมในระดับที่แตกต่าง การใช้ชีวิตปะทะการสื่อสาร

Hataraku Maou-sama VS Suisei no Gargantia


สำหรับคู่เปรียบเทียบ(ทำยังกะคู่มวย 555+)คู่ที่สองนี้ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันมีจุดร่วมการดำเนินเรื่องในแนวทางเดียวกันบางอย่างอยู่ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่ออีกว่าจะเป็นทางเดียวกันได้ นั่นก็คือในช่วงเริ่มต้นตอน 1 ของทั้งสองเรื่องเนี่ย มันเหมือนกับว่ามันจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งตอนหลังเลยซักนิด hataraku maou-sama เปิดตัวด้วยฉากต่อสู้แฟนตาซีอย่างอลังการ ฉับไว น่าตื่นเต้น  พร้อมทั้งภาษาปริศนาบางอย่าง(!?) แต่เบื้องหลังมันก็อารมณ์เหมือนอนิเมผู้กล้าสูตรสำเร็จหลายๆเรื่องที่มีแบ่งทวีปโลกแฟนตาซี (ente isla) มีอัศวิน ปีศาจ มีผู้ใช้เวทย์ บาทหลวง ปีศาจ  นั่นแหละ ทว่าถูกยัดให้จบแบบคร่าวๆได้ภายในเพียง 10 นาที โดยจุดจบคือความพ่ายแพ้ของจอมมารที่ต้องระเหเร่ร่อนหนีมายังโลกมนุษย์มาพร้อมกับสมุนสนิทคนนึง

ส่วน  suisei no gargantia  นั้นเปิดเรื่องด้วยอารมณ์ปูพื้นเหมือนอนิเมแนวหุ่นยนต์ทั่วไปเด๊ะๆ คนนั้นได้ไปอาศัยในโคโลนี่ในอวกาศ ซึ่งก็แบ่งเป็นหลายๆระดับ พระเอกเป็นทหารฝึกหัดตั้งแต่เด็ก เห็นเรื่องการสู้รบสำคัญจนไม่ค่อยได้คำนึงความรู้สึกในการใช้ชีวิตทั่วไปนัก และได้ออกไปสู้รบกับสัตว์ประหลาดต่างดาวที่กำลังจะรุกรานโลก แน่นอนว่าไปสู้ถึงฐานทัพของพวกมัน แต่...พวกมันกลับมีพลังซ่อนเร้นที่คาดไม่ถึงอยู่ ทำให้พวกพระเอกพ่ายแพ้และต้องเปิดระเบิดมิติหนี(ตรงนี้นี่เหมือนมาโอซามะเด๊ะ !! ตอนจับมาเทียบยังแอบตกใจ 555+) ซึ่งเพราะศัตรูดอกไม้เอเลี่ยนมาเกาะแกะพระเอก ทำให้พระเอกหนีเกือบไม่ทัน และกลายเป็นว่าวาร์ปมิติเวลาแบบรวนๆจนหลงมาที่โลกมนุษย์อีกเช่นกัน

เมื่อคนจากโลกอื่นได้มาพบปะกับโลกที่แตกต่างจากตน ย่อมต้องเกิดปัญหาในการปรับตัว และการจะปรับตัวได้ขนาดไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนอีกเช่นกัน ในด้าน hataraku maou-sama นั้นด้วยพลังพิเศษและเซนส์พิเศษของปีศาจต่างๆนานา ทำให้ มาโอ ซาดาโอะ และ อาชิยะ ชิโระ สองคู่หู ก้าวข้ามปัญหาเรื่องภาษาและการเป็นคนไม่ถูกกฎหมายมาอย่างรวดเร็ว(แต่ตอนพูดภาษาปีศาจนั่นฮาจริงๆนะ 555+ คัทซึดั้มมมม หรือจะตอนเรียกแท็กซี่..) ด้วยการทั้งไปทำบัตรประชาชน ไปเปิดแบงค์ ทำประกันรองรับไว้ ไปเช่าบ้านอยู่ หางานทำ อะไรงี้ ซึ่งหลายๆเรื่องที่ก็เป็นแนวนี้เหมือนกันกลับลืมว่ามันต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย(ซึ่งไอเราเองก็เนียนๆไม่เคยนึกไปถึงจุดนั้นตลอดมา..) เรียกได้ว่าเพียงแค่จุดนี้ ก็เห็นแล้วว่าเรื่องนี้รู้ว่าจะสื่อหนทางในการดำเนินชีวิตจริงๆยังไง เรียกได้ว่า”ฉลาด”

ในขณะที่ Suisei no gargantia ตัวคนชับไม่ใช่มนุษย์มีพลังพิเศษอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นแค่ระดับการสื่อสารกับผู้อื่นก็ดูจะมีปัญหาซะแล้ว จะมีก็เพียงระบบปฏิบัติการช่วยคนขับ “Chamber” เป็นตัวช่วยแปลภาษาได้บ้างเท่านั้น (แต่ก็ไม่ได้รู้ความหมายแบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอกนะ รู้แค่ความหมายคร่าวๆ พอให้ตัดสินใจนู่นนี่ได้บ่างว่าจะทำอะไรต่อ) ซึ่งไอระบบนี่ดันอยู่ในหุ่นยนต์ต่อสู้ตัวใหญ่เบ้อเริ่ม ทำให้เวลาจะแปลแต่ละทีๆก็อดจะเป็นจุดเด่นเรียกความสนใจไม่ได้   ซึ่งการสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเนี่ยทำให้พระเอกอยู่ในสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยที่ต้องถูกจับตามองตลอดเวลาและพอทำอะไรก็มีพิรุธไปซะหมดในสายตาของคนอื่นๆในโลกนั้น ยกเว้นในสายตาของ เอมี่คนที่ถูกพระเอกอ้างว่าจะจับเป็นตัวประกันในตอนแรก

ด้วยระดับการปรับตัวที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการดำเนินเรื่องต่อๆมาของทั้งสองเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เพราะ Maou sama ก้าวข้ามผ่านมาถึงระดับการใช้ชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ว่ามีเพื่อนร่วมงานเป็นใคร ได้เจอกับใครในสังคมบ้าง การดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างรากหญ้าควรทำอย่างไร เพราะเขาต้องใช้เงินอย่างประหยัด เพราะรายรับของพวกเขานั้นมาจากการทำงานร้านฟาสต์ฟู๊ดอย่างแมคโดนัลด์เท่านั้น(แถมทำงานคนเดียวแล้วเอามาจ่ายสองคนอีกตะหาก) ซึ่งเรื่องนี้มันสามารถดำเนินให้แทรกไปในเรื่องได้แบบเนียนๆ กลายเป็นมุขที่โดนใจทั้งถูกจังหวะถูกเวลาและเรียกเสียงฮาได้อย่างแนบเนียน(อารมณ์เลเวลเดียวกับพี่มากพระโขนง ลองสังเกตดีๆสิ แนวทางแห่งการประสบความสำเร็จ คอเมดี้มีเนื้อเรื่องน่ะ )

เพราะในขณะเดียวกันทั้งปริศนาเรื่องแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่น่าสังเกต และยิ่งน่าสังเกตขึ้นไปอีกเพราะดูเหมือนมันจะมีผลกระทบรุนแรงสุดบริเวณบ้านของชิโฮะจัง เพื่อนร่วมงานที่แมคโรนัลด์(รู้กันมั้งว่ามาจากร้านอะไร 555+)ของคุณจอมมารมาโอ ที่ดูท่าจะแอบชอบจอมมารอีกต่างหาก ไหนจะวุ่นวายขึ้นเมื่อจอมมาร(ผู้ซึ่งเหมือนจริงๆแล้วก็ยังอยากครอบครองโลกอยู่??) ต้องกลับมาเจอคู่อริเก่าอย่างผู้กล้า ยูซะ เอมิ ที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องหนีมาโลกนี้ ไหนจะการจู่โจมลึกลับด้วยเวทมนตร์จากมือที่สามปริศนา เรื่องราวความสัมพันธ์แสนวุ่นวายและน่าตื่นเต้นนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป

และจากระดับการปรับตัวที่แตกต่างกันเช่นกัน ทำให้ Suisei no Gargantia ยังไม่สามารถเล่นเนื้อเรื่องอะไรที่ก้าวไกลไปได้มากนัก เพราะในช่วงตอนแรกๆนี่คงต้องฝึกให้พระเอกปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ให้ได้เสียก่อน ซึ่งในตอน 2 นั้นก็ดูเหมือนมีพัฒนาการไปในทางที่ดี อีกทั้งยังน่าประทับใจมากๆกับฉากที่เอมี่นั้นยื่นปลาให้พระเอกกิน โดยค่อยๆกินเองก่อนให้ดูว่าปลานั้นไม่อันตราย แล้วพระเอกก็ค่อยๆกินตาม เป็นการสื่อสารผ่านทางท่าทางที่แสดงว่ามิตรภาพระหว่างคนสองโลกค่อยๆงอกงามขึ้นอย่างแท้จริง

 และจากการที่พระเอกต้องค่อยๆทำความรู้จักโลกนี้ที่ละนิดอย่างช้าๆ(Hataraku ข้ามช่วงนี้ไปเลย) ทำให้เรื่องราว setting ของโลกนี้เป็นอย่างไรกลายเป็นเรื่องที่มามีบทบาทอย่างมากต่อการดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ เหล่ากองทัพหุ่นยนต์โจรสลัดที่โผล่มาท้ายตอนสองนั้นมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่ เรื่องที่โลกนี้เป็นเหมือนโลกที่เป็นต้นกำเนิดของมวลมนุษย์ทั้งปวง จากที่เคยได้ถูกบันทึกว่าสาปสุญไปแล้วในตำราของพระเอกกลับมามีตัวตน เป็นโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำและอากาศบริสุทธิ์ที่หายใจได้ ซึ่งโคโลนี่และโลกอื่นๆแทบไม่เป็นแบบนั้นเลยซักนิดเดียว รวมถึงความต้องการจะไปอวกาศของน้องนางเอก และปัจจัยองค์ประกอบอื่นๆ เช่นงานภาพดี คาแรคเตอร์ออกแบบมีเสน่ห์ ทำให้เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตามองของซีซั่นใหม่นี้อย่างแน่นอน

 ส่วนตัวเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจของซีซั่นนี้ จริงๆดูกราดๆไป 10 กว่าเรื่องได้แล้วนะ แต่ที่คิดว่าอาจจะดูต่ออีก 1-2 ตอนคงเป็น henneko,Karneval และก็ Valvrave พวกนี้เหมือนมีอะไรน่าสนใจซ่อนอยู่ก็ ต้องติดตามกันต่อไป

และเอนทรี่หน้า  ใบ้ๆมาว่าอาจจะมาอัพอะไรที่ทุกคนอาจจะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะอัพ(??) แล้วเจอกันค่ะ !!

ปล.เมื่อวานเราไปเมดคาเฟ่ที่เกทเวย์ เอกมัยมาแล้ว สองชม.เต็มอย่างฟินสุดๆไปเลย อาหารที่บอกว่า 779 แพงนั้น(อันนี้เราสั่งแกงกะหรี่หัวใจ) เอามาหารกิน 4 คนยังเอาอยู่จริงๆ อื่มมากๆ แถมเมดน่ารัก ไม่กระแดะอีกต่างหาก แล้วไลฟ์ที่บังเอิญได้ดูนั่นก็สุดยอดดดด อาหารธรรมดาพวกทาโกะยากิ หรือขนมอย่างเค้กก็อร่อย ยิ่งพาเพื่อนไปกินคุยกันไปๆมาๆก็เพลินๆสนุกมาก 555+ อยากให้เพื่อนๆลองไปสัมผัสกันดูซักครั้งในชีวิตนะคะ !!

edit @ 21 Apr 2013 12:38:57 by Inkkatako

Comment

Comment:

Tweet

ชอบจ้า
คาสิโน

#21 By britrocker1234 on 2016-02-14 01:44

เจ๋งเลย รีวิวนี้ ขอบคุณค่า
บาคาร่า
บาคาร่าออนไลน์

#20 By เจี๊ยบ (180.183.192.87|180.183.192.87) on 2015-05-29 12:53

ขอบคุณาหรับรีวิวค่ะ
ทำให้มีสนุกๆเมะที่จะดูดพิ่มขึ้น cry

#19 By mimineko-chan on 2013-07-12 07:21

I have seen fishermen picnicking in the sun,
I have seen them with untidy families,
---------------------------------------
Cheap Diablo 3 Gold and Cheap GW2 Gold

#18 By diablo3bayes on 2013-06-07 13:52

looks similar with the Game Persona 4

#17 By Mia Finch on 2013-05-31 03:52

ชอบหุ่นยนต์เหมือนกัน Hot!

#16 By ห อ ม ติ้ น า on 2013-05-21 11:17

good review on this one..

#15 By Luke Marin on 2013-05-04 21:40

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ
ที่ทำให้ได้เห็นรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน
ขอบคุณค่ะquestion question question question question

#14 By hopkins on 2013-05-03 11:27

It's a really good article.
This article is very useful.

#13 By clara on 2013-05-02 18:26

การ์ตูนญี่ปุ่นดูให้สนุกสนานก็ได้
หรือจะดูแนวคิด ตีความให้เกิดประโยชน์ก็ได้
คนญี่ปุ่นช่างซับซ้อน

#12 By semper on 2013-05-02 14:24

เอิ่มมมม มันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เลย

#11 By kathleen on 2013-05-02 11:30

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ

#10 By loomis on 2013-05-01 15:17

เป็นจุร่วมที่น่าสนใจจริงด้วย
น่าดูหลายเรื่องเลย

#9 By at-egestas on 2013-05-01 11:54

ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีวิว

#8 By jennings on 2013-04-30 14:28

@venusnight  @familygiftideas @bitinator @sunday9 ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมมากๆนะคะ ก็จะพยายามพัฒนางานเขียนไปเรื่อยๆ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค๊า//โค้งงามๆbig smile
@nw-kana  ชอบตรงจุดนั้นของ Maou-sama เหมือนกันค่า เป็นคอเมดี้ที่แผงความจริงจังไว้อย่างไม่น่าเ้ชื่อ ตอนล่าสุดก็เริ่มเข้มข้นด้านเนื้อเรื่องขึ้นไปอีกระดับแล้ว ก็ต้องดูว่าจะรักษาให้ฮาได้อยู่รึเปล่า หรือจะไปสายจริงจังไปเ้ลย
Attack on titan นี่ก็พลาดไม่ได้อีกเรื่องเชียวนะคะ งานภาพงามมากโดยเฉพาะตอนสู้ 555+ แต่ส่วนตัวถ้าถามจากคู่ที่เทียบกัน ตอนนี้ชอบ DS2 มากกว่านิดนึง..question
@well-mon  คิดถึงเวลลลลล//กอด
จอมมารดูเลยๆ 55+ เราชอบที่สุดในซีซั่นนี้ละ เรื่องมันมีครบทุกรสดี คาแรคเตอร์ก็แน่นด้วย  ดูแล้วรู้สึกผูกพัน(ฮา)cry

#7 By Inkkatako on 2013-04-29 12:56

big smile น่าตื่นเต้น

#6 By Sunday on 2013-04-27 11:53

อืมมม

#5 By Bitinator on 2013-04-25 17:59

กำลังไม่รู้ว่าจะดูอะไรอยู่พอดี มาอ่านเอนทรี่ของอิ๊งค์แล้ว
อูอา~น่าสนใจหลายเรื่องเลยนะเนี่ย อยากดูจอมมาร ฮี่ๆ open-mounthed smile
ขอบคุณสำหรับรีวิวน้า :D
ปล.เมดคาเฟ่ อยากไปแต่ยังไม่มีโอกาสเลยแฮะ แง้ววว >x<

#4 By WELLMON★ on 2013-04-25 02:13

ความสนุกหลากหลายรูปแบบสินะ

#3 By mrgift on 2013-04-24 16:21

เป็นการจับเรื่อง 2 เรื่องที่ดูเหมือนแตกต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมกันอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ ค่ะ confused smile
ตอนแรกอยากดูแต่ Maou Sama (เหมือนเจ้าของบล็อกเลย เรื่องสไตล์นี้จริงๆ ก็เคยมี แต่มัีนไม่พูดถึงเรื่องการเป็นคนถูกกฎหมาย และเราก็ตีเนียนไม่สนใจไปด้วย 555+ เรื่องนี้ละเอียดนะเนี่ย)
ตอนนี้อยากดู Attack on Titan เพิ่มแล้วค่ะ big smile

#2 By Nw.kana Quatre on 2013-04-24 09:50

Hot!

#1 By venusnight on 2013-04-23 23:46