หวัดดีค่า ในที่สุดก็กลับมาพบกันอีกครั้งหลังสงกรานต์เนอะ !

ส่วนตัวจขบ.นั้นได้ไปเที่ยวหัวหิน ชะอำ และพื้นที่ใกล้ๆเรือนเคียงมา เป็นการไปเที่ยวที่คุ้มค่ามากเลยล่ะ !! หัวหินนี่มันมีอะไรให้ค้นหาเยอะจริงๆเลยเชียว ทั้งสถาปัตยกรรมรูปแบบต่างๆตั้งแต่แบบพื้นถิ่น แบบไทยประยุกต์ แบบโมเดิร์นหรือแม้กระทั่งวังไทยโบราณทั้งแบบวังสมัยใหม่และวังสมัยเก่ารวมถึงตลานัดซื้อของที่มีรูปแบบที่น่าสนใจ รวมถึงโรงแรมที่ได้ไปอยุ่ก็น่าประทับใจและบรรยากาศก็ดีมาก ได้เล่นน้ำทะเลด้วย กรี๊ดดดดดดด

เอาล่ะ ทีนี้ก็มาเข้าถึงเนื้อหาของเอนทรี่นี้ซักที ในที่สุดก็ถึงเวลารีวิวอนิเมของซีซั่นเดือนเมษานี้ซักที ซีซั่นนี้กลายเป็นว่ามีเรื่องน่าสนใจเยอะมากจนน่าตกใจ ซึ่งเรานั้นก็พยายามนำเรื่องที่เราคิดว่าน่าสนใจและเป็นดาวเด่น(เราเองก็ชอบ)มารีวิวให้ฟังกัน ซี่งมันจะน่าสนใจยังไงนั้นก็ต้องมาตามอ่านกันแล้วล่ะค่ะ !!

ปล.ก่อนหน้าที่จ่ะอ่านอย่าลืมแวะเวียนไปเยี่ยมชมเพจของ จขบ. ด้วยนะคะ จะทยอยอัพเดทเรื่อยๆแน่ๆ อย่าลืมติดตามชมกัน >> ที่นี่เลย https://www.facebook.com/inkkatako

การล่มสลายของโลกในมุมมองที่แตกต่าง กฏเกณฑ์ปะทะความรู้สึก

Devil survivor 2 animation VS Attack on titan


หลายๆคนถามว่าสองเรื่องนี้เอามาเทียบกันได้ไง เรื่องนึงออกจะดูดิจิม่อนสุดๆ อีกเรื่องนี่มีแต่อะไรยักษ์มารหน้าหลอนๆ แต่ถ้าเพื่อนๆสังเกตถึงรูปแบบการดำเนินเรื่องและการปูพื้นสถานการณ์หรือเซตติ้งของเรื่องในช่วงเริ่มต้นแทบจะกล่าวได้ว่า ครึ่งตอนของตอนแรกนั้นเริ่มต้นมาแทบจะไปในทางเดียวกันอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือเรื่องราวชีวิตธรรมดาของตัวเอกและเพื่อนที่เหมือนจะดำเนินชีวิตแบบปกติ แต่ก็กำลังสับสนในอนาคตตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรหรือทำอะไร ทว่าก็มีการปูพื้นซ่อนความรู้สึกว่าจะเกิดเรื่องไม่ธรรมดาเอาไว้(ของ devil survivor เกี่ยวกับเว็บที่ทำให้เห็นหน้าตนเองก่อนตาย Nicaea หรือ ของ titan ก็จะเป็นว่าเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อยเคยมีการบุกรุกรานของยักษ์ แต่ด้วยกำแพงสูงตระหง่านที่สร้างขึ้นมาทำให้มนุษย์โลกอยู่อย่างสงบสุขได้ แต่ตัวเอกก็ยังคงไม่สบายใจ)

แต่ทันใดนั้นก็มีเหตุการณ์เหนือคาดเข้ามา ทำให้โลกธรรมดาที่เคยเป็นอยู่ของพวกตัวเอกต้องพังทลายลงไม่ใช่เพียงแค่ชั่วคราวแต่เป็นตลอดกาล...ทว่าการล่มสลายของโลกในทั้งสองเรื่องนั้นก็มีเงื่อนไขและแนวทางที่แตกต่างกัน นำมาสู่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองเรื่องนี้นั้นแตกต่าง

Devil survivor 2 animation คือเรื่องที่พึ่งพิงสิ่งที่เรียกว่าทฤษฏีและกฏเกณฑ์เป็นแนวทางต่อยอดในการดำเนินเรื่อง เป็นหลัก นั่นก็คือเหตุการณ์ต่างๆนั้นภายในตอน 2 ก็สามารถหาที่มามาอธิบายแนวทางคร่าวๆได้ทันที เช่นว่ามอนสเตอร์ที่ปรากฏมาคืออะไร องค์กร Jp’s ที่มาจับกุมพวกพระเอกคือใคร บทบาทเช่นไร (แบบคร่าวๆ) หรือว่าทำไมพวกองค์กรถึงมีปีศาจเป็นของตัวเองได้ อะไรแบบนี้ แต่ปริศนาก็ยังไม่หมดไปซะทีเดียว มีทั้งเฉลยและก็เพิ่มเข้ามาในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นปมเนื้อเรื่องต่อยอดให้ตามต่อไปเลย อย่างกรณีที่คนสร้างโปรแกรมมอนสเตอร์ขององค์กรหายตัวไปแล้วพวกพระเอกไปตามล่าในตอน 3 นั้นจะมีอะไรซ่อนหรือรออยู่หรือไม่

ส่วนตัวละครก็มีการแสดงอารมณ์ มีพัฒนาการณ์ความรู้สึกพอประมาณให้สมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่(โดยเฉพาะฉากที่เริ่มเดจาวูว่าตัวเองอาจจะโดนรถไฟฟ้าชนแล้วมีความคิดว่าจะออกจากสถานีในตอน 1 นั่นดูฉลาดดีมาก) ซึ่งก็ถือว่าทำออกมาได้โอเคระดับนึงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับเวลาพอสมควรที่ต้องเอาไปอธิบายกฏเกณฑ์และ setting เนื้อเรื่องต่างๆเช่นเรื่องที่ว่า โลกกำลังจะล่มสลายในอีก 7 วันข้างหน้า  พูดถึงเรื่องโลกสลายแล้วเนี่ย เรื่องนี้ถือว่ามีข้อดีเด่นอยู่ข้อนึงคือ ถึงจะเป็นแนวเหนือธรรมชาติต่อสู้แต่ก็ยังแคร์เรื่องโลกความเป็นจริงอยู่บ้าง(ซึ่งหลายๆเรื่องไม่ได้สนใจเลย จนทำให้ดูมันเป็นแค่เรื่องของพวกตัวเอกไป) จนทำให้เรื่องล่มสลายผสมผสานกับความลำบากของคนในเรื่องดูมีความเรียลขึ้นมา

ยกตัวอย่างเช่นในตอนสองที่ ฮิบิกิได้ไปศูนย์หลบภัยแล้วได้เห็นสภาพของชาวบ้านว่ามีความลำบากเช่นไร เห็นสะพานขาดหลบหนีไม่ได้ เห็น อิโอ นิตตะจังยังติดต่อครอบครัวไม่ได้ เห็นภาพที่รถไฟพุ่งออกมาข้างนอก คนเกิดความวุ่นวายจริงๆ หรือเจอหน่วยงานที่เหมือนพึ่งพาได้แต่กลับเห็นแก่ตัวไม่ยอมช่วยอะไรและหวังแต่ผลสำเร็จของตัวเอง ช่วยทำให้จิตใจของฮิบิกินั้นสับสน นำมาซึ้งปมที่ช่วยผลักดันพัฒนาคาแรคเตอร์ของเขา เพราะด้วยเขานั้นซัมมอนเรียกอสูรเสือขาว เบี๊ยะโกะ ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในสี่อสูรในตำนานของจีนออกมาได้ นั่นแปลว่าเขานั้นมีพลังมากกว่าคนอื่น เป็นผลให้องค์กรลับ JP’s ตัดสินใจบอกความลับต่างๆให้เขาฟังเพียงคนเดียวและบังคับให้เขาทำงานร่วมกับองค์กรแลกกับการให้เพื่อนเขาได้กลับบ้าน เกิดเป็นความกดดันในใจอย่างมหาศาล

แต่สุดท้ายแล้ว การที่เขาได้ช่วยเหลือผู้คนและได้รับคำขอบคุณออกมาจากใจจริงๆของผู้คน ทำให้เขารู้สึกได้ว่า การเข้าต่อสู้กับปีศาจของเขานั้น เขานั้นไม่ได้ทำเพราะใครบังคับหรืออะไรแต่เขาทำเพราะมันสามารถช่วยปกป้องคนได้จริงๆ อีกทั้งเพื่อนๆอย่างไดจิหรือนิตตะ ที่ได้เห็นเขานั้นต่อสู้ ก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกเขานั้นไม่สามารถทิ้งฮิบิกิไปได้จริงๆเพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ซัมมอนอสูรได้ จึงได้ขอร่วมต่อสู้ไปกับเขาด้วย ซึ่งเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นเช่นไรเนี่ย...ก็ต้องไปตามต่อกันล่ะ !

ทางด้าน attack on titan นั้นเลือกที่จะเดินในอีกทางหนึ่งคือ ละทิ้งเนื้อเรื่องที่มีปมซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลายมิติออกไปซะ(แม้จะมีหลายๆที่แอบกระซิบมาว่า ช่วงหลังจะมีอะไรให้พลิกล็อกหลายอย่าง แต่ยังไงธีมหลักของเรื่องก็คงมาทางนี้)และตัดสินใจเน้นถ่ายทอดอารมณ์ว่า โลกจะล่มสลายยังไงออกมาอย่างแท้จริง เวลาตายก็จะกดดันแบบสุดๆ บรรยากาศในเรื่องอย่างตอนไททันและยักษ์ทั้งหลายไล่ฆ่าคนมันก็จะอารมณ์แบบ เฮ้ยไม่หนีนี่มันต้องตายแน่ๆเลย ทำไมมันถึงดูจะสิ้นหวังได้ขนาดนี้นะ ยิ่ง OST ประกอบดีและอนิเมชั่นระดับเมพมีพลังยิ่งทำให้ตอนดูขนลุกซู่เข้าไปใหญ่

ยกตัวอย่างซีนที่เรียบง่ายที่สุดอย่างการตายของคุณแม่ของตัวเอกอย่างเอเรนและมิคาสะ ซึ่งฉากตายของแม่เนี่ยกับแค่ความผูกพันตอนแรกแค่ตอนเดียวก็คิดอยู่ว่าจะไปทำอะไรได้นักหนา แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความตายที่น่าสะพรั่นพรึงอย่างแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร ความกลัวตายจนไม่สามารถทำตัวเป็นฮีโร่ที่จะปกป้องใครๆได้ การเผชิญหน้าร่างกายที่เหลือเพียงเสี้ยว ความรู้สึกของการสูญเสียที่ถูกถักทอจนกลายเป็นความเคียดแค้น และความเสียสละของผู้เป็นมารดาเพื่อให้ลูกยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป เกิดเป็นอนิเมแห่งชีวิตเรื่องนึงที่เต็มเปี่ยมไปจิตวิญญาณ แม้ทุกอย่างที่พูดมาจะดูไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยก็ตาม

ยิ่งตอน 2 ยิ่งเพิ่มประเด็นที่น่าสนใจมามากขึ้นไปอีก นั้นคือประเด็นของชนชั้นทางสังคม เราได้ทราบว่าในอาณาจักรหลังกำแพงสมัยนี้นั้นมีกำ